วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สรุปบทที่ 7

         การดำเนินกิจกรรมด้านการขายและการตลาดจะถือเป็นภาระงานที่สำคัญภายใต้โซ่คุณค่าขององค์กร ที่สืบเนื่องจากแนวคิดการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน มักเน้นที่ความพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินด้านการตลาด รวมทั้งการสร้างแรงจูงใจให้กับบุคคลากรของทุกหน่วยงาน ในการสร้างมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบต่อลูกค้าทุกราย อันจะนำไปสู่ระดับความพึงพอใจของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น
          ระบบสารสนเทศทางการตลาด เป็นเครื่องมือหนึ่งของการนำเสนอสารสนเทศเพื่อใช้สำหรับงานด้านการตลาดในส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโปรแกรมทางหการตลาดที่ดี จึงจำเป็นต้องใช้สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของลูกค้า คู่แข่งขัน ผู้ขาย ตลอดจนผู้ที่มีบทบาทอื่นทางการตลาดด้วยเนื่องจากในปัจจุบัน ขนาดของตลาดใหญ่ขึ้น ผู้ซื้อมีทางเลือกเพิ่มขึ้น วิธีการทางการตลาดมีความซับซ้อนขึ้น อีกทั้งธุรกิจยังจำเป็นต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูง ด้วยเหตุนี้ การใช้สารสนเทศที่ทันต่อเหตุการณ์จึงยิ่งจะทวีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น ซึ่งในบทนี้จะประกอบด้วย แนวคิดและความหมาย หลักการตลาด สารสนเทศทางการตลาด กระบวนการทางธุรกิจ และเทคโนโลยีทางการตลาด
          ระบบสารสนเทศทางการตลาด มักถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆ ทางการตลาด การขาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตั้งราคาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารการตลาด โดยมุ่งเน้นถึงกระบวนการส่งมอบคุณค่าเพื่อลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ซึ่งประกอบด้วยการเลือกคุณค่า การจัดหาคุณค่า และการสื่อสารคุณค่าให้ลูกค้าทราบ โดยธุรกิจจะต้องดำรงบทบาททางการตลาดที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ โดยอาศัยสารสนเทศทางการตลาดที่ธุรกิจมักได้รับ ทั้งในเชิงปฏิบัติการและในเชิงบริหาร
ในส่วนกระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศทางการตลาด จะประกอบด้วย 4 ระบบหลักและ 6 ระบบย่อย คือ ระบบระเบียบข้อมูลในกิจการ ทั้งในส่วนระบบสารสนเทศทางการขาย และระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ระบบอัจฉริยะทางการตลาด ระบบวิจัยการตลาด ระบบสนันสนุนการตัดสินใจทางการตลาด ทั้งในส่วนระบบสนับสนุนการตัดสินใจด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านการโฆษณาและการส่งเสริมการขาย ด้านการตั้งราคาผลิตภัณฑ์ และด้านการพยากรณ์ยอดขาย ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับกระบวนการธุรกิจดังกล่าว คือ การใช้งานอินทราเน็ต การใช้งานอินเทอร์เน็ต ตลอดจนการทำเหมืองข้อมูลทางการตลาด

แบบฝึกหัดบทที่ 6


1. จงอธิบายเป้าหมายทางการผลิตทั้งในส่วนของธุรกิจและองค์การคู่ค้า
ตอบ เป้าหมายของผู้ผลิต คือ การผลิตสินค้าและบริการให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการผลิตสินค้าและตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด
เป้าหมายองค์การคู่ค้า คือ การซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในอัตราที่มีปริมาณมากและราคาถูกเพื่อที่จะนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค
2. จงยกตัวอย่างการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้กับงานด้านการผลิต
ตอบ การใช้ระบบบนเว็บที่ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์จักรยาน เป็นต้น
3. การดำเนินธุรกิจผลิตสินค้าและธุรกิจบริการมีการจัดการผลิตต่างกันอย่างไร
ตอบ ธุรกิจผลิตสินค้า คือ ธุรกิจที่มีการนำวัตถุดิบที่ยังไม่ผ่านการแปรสภาพนำมาผลิตเป็นสินค้า
ธุรกิจบริการ คือ การนำสินค้าที่ได้จากฝ่ายผลิตสินค้านำมาบริหารจัดการทางด้านการตลาดเพื่อให้มีผลกำไรที่เพิ่มขึ้น
4. ธุรกิจมีการใช้ระบบสารสนเทศด้านการวางแผนการผลิตอย่างไร
ตอบ 1. การวางแผนการปฏิบัติการในด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการผลิต
2. ด้านการจัดการโลจิสติกส์หรือการขนส่งสินค้าไปยังผู้ขายสินค้าดังรายละเอียดต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1 คือ การดำเนินการผลิต
ขั้นตอนที่ 2 การควบคุมคุณภาพในการผลิต
ขั้นตอนที่ 3 การควบคุมคุณภาพหลังจากเสร็จสิ้นในขั้นตอนที่ 2 ก็จะเป็นเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทั้งสามระบบมีความเกี่ยวข้องกันในกระบวนการผลิตสินค้า

5. ระบบสารสนเทศทางการผลิตมีการเชื่อมโยงข้อมูลกันในแต่ละระบบย่อยอย่างไร
ตอบ  มีกระบวนการผลิตที่เป็นระบบซึ่งในแต่ละระบบจะทำหน้าที่ของใครของมันโดยการไล่ตั้งแต่กระบวนการผลิตที่อยู่ล่างสุดไล่มาจนถึงบนสุด
6. เพราะเหตุใดจะต้องมีการออกแบบกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับคำสั่งซื้อของลูกค้า
ตอบ เนื่องจากเป็นการผลิตแบบเป็นล็อตหรือผลิตในปริมาณน้อยซึ่งให้ตรงกับออเดอร์ ที่ลูกค้าสั่ง อีกทั้งการผลิตแบบนี้สามารถทำการได้เปรียบทางการแข่งขันจากคู่แข่งขันได้
7. การจัดการโลจิสติกส์ทางการผลิตมุ่งเน้นถึงการจัดการงานส่วนใดบ้าง
ตอบ การคอมพิวเตอร์ข่ายผลิต การผลิตแบบผสมผสานด้วยคอมพิวเตอร์และการผลิตแบบยืดหยุ่น
8. ปัจจุบันการจัดการซุอุปทานถูกนำมาทดแทนการจัดการโลจิสติกส์ได้หรือไม่
ตอบได้ เนื่องจากการจัดการโลจิสติกส์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการโซ่อุปทาน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้สามารถนำมาใช้แทนกันได้ คือ สามารถเลือกใช้ระบบใดระบบหนึ่งได้หรือจะนำทั้งสองระบบมาประยุกต์ใช้รวมกันก็ ได้
9. จงยกตัวอย่างการใช้สารสนเทศจากภายนอกองค์การ
ตอบ 1.สารสนเทศด้านผู้ขายวัสดุ
2. สารสนเทศด้านผู้ขนส่งวัสดุ
10. จงยกตัวอย่างธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีทางการผลิตที่ท่านพบเห็นในประเทศไทย
ตอบ  บริษัท CP RAM (ในเครือเจริญโภคภัณฑ์)

สรุปบทที่ 6

         ระบบสารสนเทศทางการผลิต การผลิตและการดำเนินงานคือ หน้าที่งานหนึ่งทางธุรกิจซึ่งรับผิดชอบสำหรับกระบวนการแปรรูปปัจจัยการผลิต เพื่อเข้าสู่รูปแบบของผลิตภัณฑ์ นั่นคือ สินค้าหรือบริการนั่นเอง ซึ่งถ้าหากมีการเปรียบเทียบกับหน้าที่งานด้านอื่นของธุรกิจแล้ว พื้นที่งานด้านการผลิตและการดำเนินงานจะถูกแบ่งแยกเป็นพื้นที่ย่อมที่มีความหลากหลาย อันสืบเนื่องจากการที่ธุรกิจมีผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบนั่นเอง ดังนั้น องค์การธุรกิตจึงจำเป็นต้องมีการจัดการการผลิตและดำเนินงาน (production and operation management : POM) ที่มีประสิทธภาพ ตลอดจนมีการใช้สารสนเทศทางการผลิตเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนด้วย
         ระบบสารสนเทศทางการผลิต นับเป็นเครื่องมือหนึ่งของการนำเสนอสารสนเทศทางการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้สารสนเทศด้านการวางแผน การจัดการ การควบคุมการผลิตและดำเนินงาน ตลอดจนมีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซึ่่งเป็นผลลัพท์จากกระบวนการผลิต ซึ่งความต้องการสารสนเทศนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กรเช่น ธุรกิจอุตสาหกรรม จะมีความต้องการสารสนเทศที่แตกต่างไปจากธุรกิจบริการ หรือธุรกิจบริการในโรงพยาบาล จะมีความต้องการสารสนเทศที่แตกต่างไปจากธุรกิจบริการในมหาวิทยาลัย เป็นต้น
         ในบทนี้ประกอบด้วยหัวข้อย่อย คือ  แนวคิดและความหมาย การจัดการการผลิตและการดำเนินงานสารสนเทศทางการผลิต กระบวนการทางธุรกิจ และเทคโนโลยีทางการผลิต
ระบบสารสนเทศทางการผลิตถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการสนับสนุนหน้าที่งานด้านต่างๆ ทางการผลิต เช่น การออกแบบระบบงาน การดำเนินการผลิต และการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานอื่น และจะต้องมีการประมวลผลทางธุรกรรมทางการผลิตเป็นพื้นฐานข้อมูลของระบบ โดยมุ่งเป้าหมายด้านการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ และสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าในระยะยาว ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับสารสนเทศทางการผลิตที่ธุรกิจได้รับทั้งในเชิงปฏิบัติการและในเชิงบริหาร ตลอดจนสารสนเทศที่ได้จากภายนอกองค์กรทั้งจากองค์การคู่ค่า เช่น ผู้ขายวัสดุ และผู้ขนส่งวัสดุ ตลอดจนองค์การคู่แข่งขันของธุรกิจ ในส่วนกระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศทางการผลิต จะประกอบด้วย 5 ระบบหลักคือ ระบบออกแบบการผลิต ระบบวางแผนการผลิต ระบบจัดการโลจิสติกส์ ระบบดำเนินการผลิต และระบบควบคุมการผลิต ซึ่งการประมวลของระบบต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีทางการผลิตอาทิ เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปทางการผลิต การใช้หุ่นยนต์ การใช่รหัสแท่ง การใช้งานอินเทอร์เน็ต การออกแบบใช้คอมพิวเตอร์ช่วย การผลิตใช้คอมพิวเตอร์ช่วย ระบบการผลิตแบบยืดหยุ่น การผลิตแบบผสมผสานด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบบูรณาการทางการผลิต และระบบสับเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นต้น เพื่อช่วยสนับสนุนงานด้านการนำเสนอสารสนเทศทางการผลิตที่ถูกต้อง รวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แบบฝึกหัดบทที่ 5


1 จงยกตัวอย่างผู้ใช้สารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มาสัก 2 ตัวอย่าง
ตอบ 1ตัวอย่างเช่น ถ้าหากองค์กรของคุณมีการวางแผนที่จะว่าจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นอีก 50 % หรืออาจจะมากกว่านั้นในปีหน้าหรือปีต่อๆ ไป การนำ HRIS มาใช้ก็จะสามารถช่วยให้คุณวางแผนและนำไปใช้ได้ทั่วทั้งองค์กรของคุณ โดยจุดสำคัญที่ต้องตระหนักถึงก็คือ การวางระบบสารสนเทศในงานทรัพยากรมนุษย์นั้น เป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ กระบวนการ มากกว่าจะเป็นการเป็นแค่เพียงสินค้าชิ้นหนึ่งเท่านั้น  การจัดการเกี่ยวกับข้อมูลของพนักงานของคุณเอง จะเป็นโอกาสอันดีที่ช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดและพิจารณามองถึงนโยบาย รวมถึงกระบวนการต่างๆ ของงานทรัพยากรมนุษย์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากองค์กรของคุณไม่เคยได้มีการลงมือทำมันมาก่อนเลย ขั้นตอนต่างๆ ต่อไปนี้น่าจะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าข้อมูลต่างๆของพนักงานในองค์กรของคุณนั้นจะถูกจัดการได้เป็นอย่างดี
2บริษัทปูนซิเมนต์ไทย เดิมมีหน่วยงาน การบุคคลกลาง ทำหน้าที่ดูแลงาน Hr ของเครือฯ ต่อมามีการปรับโครงสร้าง และเปลี่ยนชื่อหน่วยงานใหม่ เป็น Hr Corporate Center ทำหน้าที่บทบาทในการวางกลยุทธ์ คัดเลือกซอฟท์แวร์ สารสนเทศ และหาเครื่องมือการบริหารสมัยใหม่ อาทิ Hr Best Practice, Knowledge Management หรือ E-Hr มา ใช้กับเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมใหม่เป็นอย่างมาก บริษัทซีเกทเทคโนโลยี ได้ออกแบบโครงสร้างองค์กร ของหน่วยงาน Hr ได้น่าสนใจทีเดียว อาทิ หน่วยงาน Hr Strategic Planning and Project Management หน่วยงาน Hr Products Center นำระบบ Six Siqma มาใช้กับงาน Hr หรือมีตำแหน่งงาน HRIT Director ซึ่งเป็นบุคลากรที่จบทางสายงานคอมพิวเตอร์มาดูแลงาน HRIT โดยตรงซึ่งถือ ว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับ วงการ Hr ในบ้านเรา และบริษัทซีเกท เทคโนโลยี ถือว่าเป็นบริษัทแรกๆ ของโลกที่ออกแบบและพัฒนาระบบงาน HRIS เป็นของตนเอง ภายใต้ชื่อ Hr Central และนำระบบดังกล่าวใช้ติดต่อดูฐานข้อมูลพนักงานออนไลน์ถึงกันได้ทั่วโลก

2 จงเปรียบเทียบความแตกต่างของการบริหารงานบุคคล และการบริหารทรัพยากรมนุษย์
ตอบ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) ถือเป็นหน้าที่หนึ่งในกระบวนการจัดการ (Management process) ในส่วนของการจัดคนเข้าทำงาน (Staffing) ซึ่งนับเป็นภารกิจสำคัญของผู้บริหารที่จะต้องจัดสรรบุคคลที่มีคุณภาพเข้าทำงาน รวมถึงการพัฒนาและธำรงรักษาไว้ซึ่งลูกจ้างที่มีความสามารถ ซึ่งนับถือเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและยาวนานส่วน การบริหารงานบุคคล ก็คือการดำเนินงานและพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ โดยมีจุดเน้นที่การพัฒนาบุคคลและการจัดการด้านศักยภาพของบุคคลที่เกิดจากประสบการณ์ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จขององค์การตามเป้าหมาย

3 จากหลัก 4 ข้อ และภารกิจ 4 ประการของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ท่านคิดว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร
ตอบ สอดคล้อง เนื่องจากหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์และภารกิจด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ข้างต้น สามารถใช้เป็นแนวทางได้การระบุขอบเขตงานของระบบสารสนเทศบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสอดคล้องกันได้ เพื่อการนำเสนอสารสนเทศที่สนองความต้องการของผู้ปฏิบัติงาน และผู้บริหารที่รับผิดชอบในงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างเต็มที

4 หากธุรกิจแห่งหนึ่ง มีการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ดี มีประสิทธิภาพท่านคิดว่าธุรกิจนั้นจะได้รับประโยชน์อย่างไร
ตอบ 1 ผู้บริหารสามารถเพิ่มขีดความสามารถด้านการวางแผนทรัพยากรมนุษย์
2 ผู้บริหารสามารถจัดสรรบุคคลให้เหมาะสมกับงาน ตลอดจนสร้างระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ดี และมีประสิทธิภาพ
3 บุคลากรจะได้รับการพัฒนาตนเอง ทั้งในส่วนความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์การทำงาน ตลอดจนมีความก้าวหน้าในงานอาชีพ
4 บุคลากรทำงานได้เต็มศักยภาพ และมีความพอใจกับผลงานที่ได้รับ จึงมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน
5 บุคลากรจะได้รับการปรับปรุงคุณภาพชีวิต และมีสภาพการทำงานที่ดีขึ้น
6 องค์กรบรรลุเป้าหมายในการทำงาน และดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
7 องค์กรมีโอกาสที่จะพัฒนาความร่วมมือและร่วมใจในการทำงาน
8 สังคมอยู่ได้อย่างสันติสุข เนื่องจากบุคคลในสังคมมีรายได้จากการทำงาน
9 ประเทศชาติมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เพราะองค์การเติบโตอย่างมั่นคง

5 จงยกตัวอย่างสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่นำเสนอต่อผู้บริหารระดับกลางในองค์การ
ตอบ จากตัวอย่าง KM กลุ่มผู้บริหารระดับกลาง ซึ่งการเสวนากับผู้บริหารสถาบัน และคณบดี มีวัตถุประสงค์เพื่อรับรู้ รับทราบนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน หลักและวิธีการบริหารจัดการของผู้บริหาร ความคาดหวังที่ผู้บริหารมีต่อผู้บริหารระดับกลาง รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพสำหรับผู้บริหารระดับกลางในทัศนะของผู้บริหารข้างต้นโดยสรุปจะต้องใช้ความรู้และทักษะหลายด้านด้วยกัน ดังนี้ หลักในการบริหารมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและในแต่ละสถานการณ์ แต่ที่สำคัญที่ได้ยึดถือกันมาโดยตลอดคือ การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participative Management) ด้านความรู้ ความรู้ที่ผู้บริหารระดับกลางพึงมีที่สำคัญ คือ 2.1  ต้องรู้ระเบียบทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง  2.2  ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นในระดับผู้บริหาร   2.3  ต้องแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านมนุษยสัมพันธ์  ด้านการปฏิบัติงาน ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล

6 สารสนเทศด้านการเจรจาต่อรองแรงงาน มักมีผลประโยชน์ต่อองค์การและบุคลากรอย่างไร
ตอบ สารสนเทศด้านการเจรจาต่อรองแรงงาน ถือเป็นภาระงานหนึ่งของผู้บริหารระดับสูง ที่จะต้องเจรจาต่อรองแรงงานกับสหภาพแรงงานเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากรกับผู้บริหารระดับสูง และระหว่างบุคลากรกับบุคลากรด้วยกันเอง ผู้บริหารจึงจำเป็นต้องมีการสื่อสารเกี่ยวกับสารสนเทศนี้กับบุคลากรและหน่วยงานภายนอกเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

7 ท่านคิดว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีใดอย่างแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต เพราะเหตุใด
ตอบ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเป็นวิถีทางหนึ่งของการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรให้เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นภาวะหน้าที่หนึ่งของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ อีกทั้งช่วยให้ประหยัดเวลา ลดต้นทุนการฝึกอบรมในส่วนต้นทุนกระดาษและค่าใช้จ่ายในการเสนอขาย

8 จงอธิบายกระบวนการธุรกิจของระบบการสรรหาและคัดเลือก
ตอบ การสรรหา(Recruitment)
การสรรหา(Recruitment) คือ กระบวนการในการแสวงหาและจูงใจผู้สมัครงานที่มีความสามารถเข้ามาทำงานในองค์การ เริ่มต้นตั้งแต่การแสวงหาคนเข้าทำงานและสิ้นสุดเมื่อบุคคลได้มาสมัครงานในองค์การ
กระบวนการที่ควรนำมาพิจารณาในการสรรหา คือ
1. การวางแผนทรัพยากรมนุษย์(Human Resource Planning) 
2. ความต้องการหรือการร้องขอของผู้จัดการ(Specific requests of managers) 
3. การระบุตำแหน่งงานที่จะรับบุคลากรใหม่(Job opening identified) 
4. รวบรวมสารสนเทศที่ได้จากการวิเคราะห์งาน (Job analysis information) 
5. ข้อคิดเห็นของผู้จัดการ(Manager's comments) ข้อคิดเห็นของผู้จัดการจะเป็นตัวตรวจสอบให้การวิเคราะห์ข้อมูลทำด้วยความรอบคอบและลึกซึ้งมากขี้น
6. กำหนดคุณสมบัติบุคลากรตรงกับงาน(Job requirement) 
7. กำหนดวิธีการสรรหา(Methods of recruitment) ผู้สรรหาจะศึกษาแนวทางและแหล่งที่จะดำเนินการสรรหาพนักงาน 
8. ความพึงพอใจที่ได้ผู้สมัคร(Satisfactory pool of recruits)
กระบวนการสรรหา (werther and davis. 1986)
การคัดเลือก(Selection)
การคัดเลือก คือ กระบวนการที่องค์การใช้เครื่องมือต่างๆ มาดำเนินการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครจำนวนมากให้เหลือตามจำนวนที่องค์การต้องการ ฉะนั้นการคัดเลือกจำเป็นที่จะต้องมีเกณฑ์กำหนดขึ้นเพื่อเป็นกรอบในการพิจารณาให้ได้คนที่มีคุณสมบัติตรงกับงานที่เปิดรับ
การคัดเลือกจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีนั้น จะต้องมีตัวป้อนเข้า (input ) ที่ดีด้วย ตัวป้อนเข้าที่จะไปสู่การคัดเลือกนั้น มี 3 ประเภท ด้วยกัน คือ
1. การวิเคราะห์งาน ( Job analysis)
2. แผนทรัพยากรมนุษย์ (Human resource plans)
3. การสรรหา (Recruitment)
กระบวนการคัดเลือกมีลำดับขั้นตอนดังนี้ 
ขั้นที่ 1. การต้อนรับผู้สมัคร(Preliminary reception of application)

การคัดเลือกเป็นโอกาสแรกที่ผู้สมัครจะเริ่มรับรู้เกี่ยวกับลักษณะขององค์การ ขณะเดียวกันฝ่ายบุคคลเองก็มีโอกาสสังเกตกิริยาท่าทาง เพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนองของผู้สมัคร ซึ่งจะเป็นข้อมูลอย่างดีในการพิจารณาต่อไป
ขั้นที่ 2 การทดสอบ(Employment tests)
แบบทดสอบเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ที่นำไปเร้าให้บุคคลแสดงความสามารถและพฤติกรรมออกมา 
ขั้นที่ 3 การสัมภาษณ์(Selection interview) แบ่งเป็น 5 ประเภท
1. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง(Unstructured interview) การสัมภาษณ์แบบนี้ให้อิสระแก่ผู้สัมภาษณ์ 
2. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง(Structured or directive interview) คำถามแต่ละคำถามจะถูกเตรียมก่อนที่จะเริ่มสัมภาษณ์
3. การสัมภาษณ์แบบผสม(Mixed interview) การสัมภาษณ์ที่ผสมผสานระหว่างการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง
4. การสัมภาษณ์แบบแก้ปัญหา(Problem-solving interviews) เป็นการสัมภาษณ์ที่เน้นแนวคิดความคิดและวิธีการที่ผู้สมัครใช้แก้ปัญหาต่อสถานการณ์ต่างๆ
5.การสัมภาษณ์แบบเข้มข้น(Stress interviews) เป็นการสัมภาษณ์เน้นสถานการณ์ในด้านความเครียดและความกดดันต่างๆ เพื่อพิจารณาปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ที่ถูกสัมภาษณ์
ขั้นที่ 4 การตรวจสอบภูมิหลัง(References and background check)
ในขั้นนี้จะพิจารณาตรวจสอบภูมิหลังจากบริษัทเดิมหรือผู้ที่อ้างถึงในใบสมัคร ข้อมูลการตรวจสอบภูมิหลังช่วยยืนยันความแน่ใจในการตัดสินใจของคณะกรรมการได้ดีขึ้น
ขั้นที่ 5 การตรวจสุขภาพ(Medical Evaluation)
ให้ผู้สมัครตรวจสุขภาพในหน่วยงานต่างๆ ที่ทางองค์การกำหนดให้ การตรวจสุขภาพนี้ช่วยไม่ให้องค์การมีปัญหาภายหลังจากการรับพนักงานเข้ามาทำงานแล้วเกิดภัยอันตรายถึงแก่ชีวิตเนื่องจากสุขภาพเบื้องต้น
ขั้นที่ 6 การประชุมปรึกษาพิจารณา(Conference)
คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย หัวหน้าหน่วยงาน ผู้คัดเลือกเละกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งพิจารณาตัดสินครั้งสุดท้าย คณะกรรมการชุดนี้จะร่วมกันอภิปรายความเหมาะสมในการตัดสินใจคัดเลือกให้บุคคลใดเข้าทำงานในองค์การ 
ขั้นที่ 7 ทดลองการปฏิบัติงาน(Realistic Job Preview)
ในขั้นนี้จะได้ประโยชน์แก่ผู้ถูกคัดเลือกโดยตรงเพราะจะได้สำรวจตนเองว่ามีความเหมาะสมในงานนั้นจริงหรือไม่ สามารถปรับตัวต่อสภาพการณ์ต่างได้หรือไม่
ขั้นที่ 8 การตัดสินใจจ้าง(Hiring Decision)
ดำเนินการบรรจุเป็นพนักงานขององค์การ ผู้ทำงานด้านนี้ต้องทำการติดตามผลงานของตนเองในทุกครั้งจากผู้

9 จงยกตัวอย่างการใช้งานอินทราเน็ตในองค์การ สำหรับงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
ตอบ 1 การประชาสัมพันธ์ปฏิทินที่ระบุเหตุการณ์ต่างๆของบริษัท โดยเฉพาะแผนการประชุมครั้งใหญ่ โดยบุคลากรจะสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มลงทะเบียนการเข้าประชุม พร้อมทั้งส่งข้อมูลลงทะเบียนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบในระบบออน์ไลน์ได้
2 บุคลากรทำการประมวลผลตารางเวลาทำงาน ตลอดจนรายงานค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและเบี้ยหวัดของแต่ละบุคคล ผ่านระบบอินทราเน็ตได้ด้วยตนเอง
3 บุคลากร ใช้ระบบบริหารข้อมูลบุคลากรได้ด้วยตนเองผ่านระบบอินทราเน็ต

10 การเรียนอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยเพิ่มทุนทางปัญญาขององค์การในแง่ใด จงอธิบาย
ตอบ  คือ เทคโนโลยีหนึ่งที่นำมาใช้ในงานด้านการพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากร การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้รายบุคคลซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่ออธิบายคำสอนผ่านเทคโนโลยีดิติทัล และการเรียนจะเป็นวิถีทางหนึ่งของการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรให้เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งมันจะช่วยประหยัดเวลา ลดต้นทุนการฝึกอบรมในส่วนต้นทุนกระดาษและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

สรุปบทที่ 5

       ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นเครื่องมือหนึ่งของการนำเสนอสารสนเทศเพื่อใช้ในงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ทั้งในเชิงกลยุทธ์ เชิงกลวิธี และเชิงปฏิบัติการ โดยมีการปรับกระบวนการทางธุรกิจ ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้ ทั้งในงานด้านการบริหารและการควบคุมด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานตามหน้าที่งานรับผิดชอบของลูกจ้างแต่ละบุคคลภายในองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะกล่าวถึง แนวคิดและความหมาย ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์มีจุดมุ่งหมายเพื่อการนำเสนอสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้กับผู้ใช้สารสนเทศ ซึ่งจำแนกประเภทของผู้ใช้สารสนเทศได้ 2 ประเภทคือ
      1 ผู้ใช้ภายในธุรกิจ
      2 ผู้ใช้ภายนอกของธุรกิจ
       การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ถือเป็นหน้าที่หนึ่งในกระบวนการจัดการ (Management Process ) ในส่วนของการจัดคนเข้าทำงาน (Staffing) ซึ่งนับเป็นภารกิจสำคัญของผู้บริหารที่จะต้องจัดสรรบุคคลที่มีคุณภาพเข้าทำงาน สารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ นับเป็นส่วนหนึ่งของสารสนเทศทางธุรกิจ ซึ่งนับเป็นผลลัพท์ของระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ธุรกิจส่วนใหญ่มีการใช้สารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรทั้งในรูปแบบของเอกสาร รายงานการปฏิบัติงานและรายงานเพื่อการบริหาร กระบวนการทางธุรกิจ ของระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งผู้เขียนได้ประมวลจากความคิดของตนเอง รวมทั้งศึกษาจากตำราและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงทำการแยกประเภทย่อยได้ 8 ระบบ เทคโนโลยีทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์
ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ จะถูกใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งเน้นถึงการดูแลทรัพย์สินขององค์การ ในส่วนของลูกจ้างที่ถือเป็นกำลังสำคัญของการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ โดยองค์การควรยึดถือปฏบัติตามหลัก 4 ข้อ และภารกิจ 4 ประการ ของการบริหารทรัพยากรมนุาย์ อีกทั้ง มีการจำแนกสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์เป็น 3 ประเภท คือ สารสนเทศเชิงปฏิบัติการ สารสนเทศเชิงกลวิธีและสารสนเทศเชิงกลยุทธ์นั่นเอง
       ในส่วนกระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ จะประกอบด้วย 8 ระบบ คือ ระบบวางแผนอัตรากำลังคน ระบบวิเคราะห์งาน ระบบสรรหาและคัดเลือก ระบบบุคลากร ระบบจ่ายค่าจ้างและเงินเดือน ระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน ระบบพัฒนาและฝึกอบรม ตลอดจนระบบสวัสดิการและผลประโยชน์ อีกทั้งองค์การมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับกระบวนการธุรกิจดังกล่าวนั่นก็คือ โปรแกรมสำเร็จรูปด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ การใช้งานอินทราเน็ต รวมทั้งการจัดการทรัพยากรมนุษย์อิเล็กทรอนิกส์

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สรุปบทที่ 4


องค์กรการที่ดำเนินธุรกิจภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ จำเป็นต้องพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้นใช้งาน ซึ่งงานสำคัญที่ขององค์กรที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของผู้จัดการระดับต่างๆ ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงขององค์การ คืองานด้านการจัดการและการตัดสินใจ โดยเป็นกลไกสำคัญที่จะนำพาองค์การให้ประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้นการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจภายในองค์การก็คือ การสร้างเครื่องมือในส่วนการนำเสนอสารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจแก่องค์การดิจิทัล เพื่อช่วยสนับสนุนงานของผู้จัดการและผู้บริหารให้ทำการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆที่มักจะเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน อีกทั้ง ช่วยในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ เพื่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขันเหนือธุรกิจซึ่งในบทนี้จะกล่าวถึงแนวคิดและองค์ประกอบ การจัดการ การตัดสินใจ สารสนเทศเพื่อการจัดการ กระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศ และเทคโนโลยีทางการจัดการและการตัดสินใจ 
ธุรกิจยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจในทุกๆองค์ประกอบขึ้นใช้สำหรับผู้บริหารและผู้ตัดสินใจ โดยวิวัฒนาการของระบบจะเริ่มต้นตั้งแต่ระบบประมวลผลธุรกรรม ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ระบบสนับสนุนเพื่อการตัดสินใจ และระบบสนับสนุนผู้บริหาร อีกทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ภายใต้รูปแบบของระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่ม ห้องตัดสินใจและระบบสารสนเทศพิเศษต่างๆ ทั้งในรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์ ระบบผู้เชี่ยวชาญ และความเป็นจริงเสมือน เพื่อช่วยขยายขีดความสามารถของการตัดสินใจให้ดียิ่งขึ้นไป ในสารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจ มักถูกนำเสนอในรูปแบบรายงานที่จำแนกได้หลายรูปแบบ คือ รายงานตามกำหนดการ รายงานตัวชี้วัดหลัก รายงานตามคำขอ รายงานตามยกเว้น และรายงานเจาะลึกในรายละเอียด ผู้จัดการและผู้บริหารมักใช้รายงานเหล่านี้ สำหรับทุกๆกระบวนการทางธุรกิจ เช่น ระบบประมวลผลธุรกรรมมักมีการนำเสนอในรูปแบบรายงานตามกำหนดการ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมักมีการนำเสนอรายงานตามคำขอและรายงานตามข้อยกเว้น อีกทั้ง ระบบสนับสนุนผู้บริหาร อาจมีการนำเสนอรายงานตัวชี้วัดหลัก และรายงานเจาะลึกในรายละเอียด เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แบบฝึกหัดบทที่ 4


1 จงอธิบายความสัมพันธ์ของระบบประมวลผลธุรกรรม และระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

ตอบ ระบบประมวลผลธุรกรรมหรือ TPS ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับระบบงานทั่วไปของธุรกิจ โดยมุ่งเน้นเป้าหมายด้านการลดต้นทุน และการสร้างวิธีการทำงานประจำอย่างอัตโนมัติ โดยมีการสร้างระบบธุรกิจซึ่งเน้นการใช้แรงงานเป็นหลัก การดำเนินงานของธุรกิจมักเกิดรายการค้า หรือธุรกรรม ซึ่งก็คือ รายการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ เช่น การจ่ายค่าจ้างแรงงาน การขายสินค้าให้ลูกค้าและการจ่ายชำระหนี้ค่าวัสดุเป็นต้น การประมวลผลธุรกรรมจึงถือเป็นระบบประยุกต์ขั้นพื้นฐานที่ถูกนำมาใช้ในองค์การ โดยระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลรวมขององค์การ รวมทั้งมีการสร้างรายงานมาตรฐานที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลจากระบบประมวลผลธุรกรรมหรือ เป็นงานที่ได้รับการส่งต่อจากงาน TPS คือ เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลเพื่อกลั่นกรองข้อมูลที่มีอยู่ในระบบให้สามารถใช้ประโยชน์ได้เพื่อเสนอต่อผู้บริหารในระดับต่อไปนอกจากนี้ผู้บริหารยังใช้สารสนเทศที่ได้จาก TPS มาวิเคราะห์กาความผิดพลาดหรือหาความก้าวหน้าในการทำงาน โดยอาจใช้ข้อมูลทางสถิติเปรียบเทียบผลที่ได้จากการปฏิบัติจริงกับค่าประมาณ ที่วางแผนไว้ แล้วจึงส่งต่อไปยังผู้บริหารระดับสูง เพื่อผู้บริหารระดับสูงจะได้นำสารสนเทศที่ได้ไปใช้ในการกำหนดนโยบาย หรือวงแผนระบบงานต่อไป

2 จงยกตัวอย่าง องค์ประกอบด้านการพัฒนากลยุทธ์ ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

ตอบ การพัฒนากลยุทธ์เป็นกระบวนการกำหนดกลยุทธ์ด้านระบบสารสนเทศที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจ ตลอดจนสภาพแวดล้อมของธุรกิจซึ่งเป็นอยู่ในขณะนั้นตลอดจนการปรับปรุงแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลให้ทันสมัยตลอดเวลาดังตัวอย่างดังต่อไปนี้ หลายหน่วยงานได้ปรับโครงสร้างขององค์การจากโครงสร้างแบบลำดับขั้นเข้าสู่โครงสร้างระบบเครือข่าย พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ช่วยให้การตัดสินใจ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานมีประสิทธิภาพ จึงไม่ต้องมีการตรวจสอบและควบคุมเป็นลำดับขั้น นอกจากบุคลากรรุ่นใหม่ยังมีความรู้และทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสูงกว่าในอดีต จึงพร้อมที่จะรับผิดชอบในการปฏิบัติงานของตนและกลุ่มมากขึ้น  องค์การขนาดใหญ่ปรับตัวเป็นกลุ่มองค์การขนาดย่อม เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน การประสานงาน การแข่งขัน และรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีการสนับสนุนการปฏิบัติงานร่วมกันเป็นกลุ่ม โดยที่ผู้จัดการหรือหัวหน้างานจะเปลี่ยนหน้าที่จากผู้สั่งการมาเป็นผู้ฝึกสอน ผู้ประสานงาน และอำนวยความสะดวกในการทำงาน ระบบการเข้าทำงานแบบยืดหยุ่นจะถูกนำมาใช้ แรงงานบางส่วนจะสามารถทำงานอยู่ที่บ้าน ขณะที่หลายฝ่ายสามารถเลือกเวลาเข้าทำงานและเลือกงานที่เหมาะสมได้เอง นอกจากนี้กิจกรรมทางธุรกิจก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามการพลวัตรของสังคมที่ถูกผลักด้นด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น กิจกรรมทางการเงินที่ต้องกระทำต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืน การผลิตและการตลาดต้องปรับตัว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีหลากหลายขึ้น ช่องทางการจัดจำหน่ายจะมีมากขึ้นกว่าในอดีต เป็นต้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ผู้บริหารในหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานของตนต่อไป โดยมีข้อแนะนำในการเตรียมตัว  เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยความงานของตนต่อไป โดยมีข้อแนะนำในการเตรียมตัวเพื่อก้าวสู่ยุคสารสนเทศอย่างมั่นคง

3 หากท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านห้องแล็บของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ท่านจะพิจารณาเลือกใช้เทคโนโลยีทางการจัดการประเภทใด เพราะเหตุใด

ตอบ ประเภทระบบผู้เชี่ยวชาญ เพราะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ที่สามารถแนะนำและกระทำการดังเช่นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขานั้นๆ ซึ่งประสบการณ์ที่สะสมเป็นเวลานานก็จะไม่สูญหายไป หากผู้เชี่ยวชาญนั้นเสียชีวิต ลาออก หรือย้ายที่ทำงานใหม่

4 ระบบสารสนเทศประเภทใดที่จัดเป็นระบบสารสนเทศระดับสูง ซึ่งมีการนำข้อมูลจากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมาใช้เพื่องานประมวลผลสารสนเทศเชิงกลยุทธ์

ตอบ ระบบสนับสนุนผู้บริหาร

5 จงจำแนกประเภทของระบบสารสนเทศทางธุรกิจของธุรกิจโทรคมนาคม

ตอบแบ่งเป็น 2 ประเภท

1.             แบบใช้สาย แบ่งเป็น แบบสายเกลียวคู่ (Twisted-pair wires) และ แบบสายเคเบิลร่วมแกน (Coaxial cable) และแบบสายเคเบิลใยแก้ว (Fiber optic)

2.             แบบไร้สาย แบ่งเป็น การส่งข้อมูลโดยใช้คลื่นไมโครเวฟ และ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพกพา และ ระบบคลื่นวิทยุ และระบบอินฟราเรด

6 เพราะเหตุใด ธุรกิจจึงต้องมีพัฒนาการด้านระบบสารสนเทศตามยุคสมัย

ตอบ เพราะจะช่วยให้ทำงานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ถูกต้องขึ้น และที่สำคัญช่วยให้สามารถตัดสินใจดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเอาชนะคู่แข่งขันในการดำเนินงานทางธุรกิจที่จะต้องมีการแข่งขันอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจนำเทคโนโลยีด้านระบบสารสนเทศมาใช้ในการตัดสินใจเพิ่มมากขึ้น

7 การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและการตัดสินใจ มักจะมีความเกี่ยวข้องกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการพาณิชย์เคลื่อนที่อย่างไร จงอธิบาย

ตอบ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกลยุทธ์ เทคโนโลยีกระบวนการในการเชื่อมโยงกิจการกับภายนอกด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นต้องใช้สถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องในการดำเนินการด้านข้อมูล การสร้างธุรกรรมทางการค้า ที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากเหตุการณ์หนึ่งไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่งได้ในอนาคต

8 จงอธิบายการเชื่อมต่อระบบสารสนเทศระหว่างองค์การกับอีคอมเมิร์ซ

ตอบ อีคอมเมิร์ซมีการเชื่อมต่อกับองค์การด้วยการประกอบธุรกรรมในรูปแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ ดำเนินการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีการใช้ทรัพย์สินส่วนกลางของเว็บ เพื่อการเข้าถึงผู้คนนับล้านคน ณ สถานที่ใดหรือเวลาใดก็ได้ เป็นต้น

9 เทคโนโลยีความจริงเสมือน มักถูกนำมาประยุกต์ใช้กับงานด้านใดบ้าง

ตอบ ทหาร การแพทย์ การศึกษา การประเมิน การออกแบบ ปัจจัยมนุษย์ สถาปัตยกรรม การศึกษาด้านเออร์โกโนมิกส์ การจำลองลำดับของการประกอบ และบำรุงรักษาผลิตภัณฑ์

10 เพราะเหตุใดกลุ่มผู้ตัดสินใจของระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่มจึงเกิดความเป็นอิสระและกล้าแสดงความคิดเห็น โดยไม่หวั่นเกรงข้อโต้แย้งใดๆ

ตอบ เพราะ การไม่ระบุชื่อผู้นำเข้าข้อมูล ซึ่งจะทำให้การประเมินผลงานที่ปราศจากการเกรงกลัวใดๆ และยังช่วยให้ผู้นำเข้าข้อมูลเกิดความเชื่อมั่นในความเหมาะสมของผลการประเมิน การลดพฤติกรรมกลุ่มด้านการคัดค้าน เป็นการป้องกันอำนาจที่ครอบงำสมาชิกในกลุ่ม และการสื่อสารทางขนาน ซึ่งจะช่วยลดเวลาการประชุมและให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจากการตัดสินใจของกลุ่มร่วมงาน